วิมุติความหลุดพ้น#ความสิ้นอาสวะ#บรรลุมรรคผล#ดูก่อนนายโจรทุกข์ทางใจย่อมไม...

การตัดสินใจของมนุษย์มักได้รับอิทธิพลจากสิ่งเร้าที่แวดล้อมตน อิทธิพลต่างๆ เหล่านั้นอาจทำให้มองกันว่าความต้องการของมนุษย์ขึ้นอยู่กับธรรมชาติทางวัตถุที่ผลักดันให้มนุษย์ตัดสินเพื่อประโยชน์ของตน อย่างไรก็ตาม นี้นับว่าเป็นการมองด้านเดียว สภาพแวดล้อมทางวัตถุอาจส่งผลต่อการตัดสินใจของมนุษย์ ทว่าความรับรู้ทางจิตใจที่มนุษย์มีต่อสิ่งเร้าทางวัตถุมีความละเอียดอ่อนและสำคัญอย่างยิ่ง เรามักเห็นอยู่เสมอว่าบุคคลที่ต่างรายกันกลับมีปฏิกิริยาทันทีต่อสิ่งเร้าไม่เหมือนกัน ชาวตะวันตกเรียกปัจจัยจากภายในเหล่านี้ว่าปัจจัยทางจิตวิทยา เช่น ความกลัว ความกังวล ความพึงพอใจ ความเพลิดเพลิน ความโกรธ และความรักใคร่ เป็นต้น นักวิชาการมองปัจจัยทางจิตวิทยาว่าเป็นเรื่องของความคิดความอ่านและเป็นเรื่องของสมอง ส่วนชาวตะวันออกมองปัจจัยจากภายในว่าเป็นเรื่องของจิตใจ ซึ่งมีทั้งความเชื่อ ความศรัทธา และมโนสำนึกในความถูกผิดหรือความพอเหมาะพอควร ชาวพุทธซึ่งมีความรู้และลึกซึ้งเกี่ยวกับจิตใจมากที่สุดมองปัจจัยด้านจิตใจว่าเป็นทั้งเรื่องจิตสำนึกและจิตนอกสำนึก เป็นเรื่องของจิตและการทำงานของจิตซึ่งมิใช่สมอง การวิเคราะห์จิตแบบตะวันตกเริ่มจากซิกมุนด์ ฟรอยด์ บิดาแห่งจิตวิเคราะห์ (Psychoanalysis) จำแนกจิตออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ จิตสำนึก จิตก่อนสำนึก และจิตใต้สำนึก ฟรอยด์ให้น้ำหนักกับอิทธิพลของจิตใต้สำนึกแต่ค่อนข้างเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน นักวิชาการทางจิตวิทยารุ่นหลังได้พยายามหันมาศึกษาในแง่ของพฤติกรรมการตัดสินใจ (Behavioral Psychology) แทนจิตวิเคราะห์ การศึกษาก็ยังคงห่างไกลภูมิความรู้ในพระพุทธศาสนา ในพระพุทธศาสนา เรื่องของจิตและความสัมพันธ์ระหว่างจิตและวัตถุมีความอุดมสมบูรณ์และลึกซึ้งเป็นอย่างยิ่ง และที่สำคัญคือมีแก่นความรู้ทั้งเรื่องของการทำงานของจิตและสิ่งที่อยู่ในจิต รวมถึงวิธีการปฏิบัติที่บุคคลสามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสิ่งที่อยู่ในจิตของตนได้ นี้นับว่ามหัศจรรย์เหนือศาสตร์และภูมิความรู้ใดๆ ในส่วนของกายหรือร่างกายซึ่งรวมถึงลมหายใจ ชาวพุทธได้รับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหน่วยย่อยที่เล็กที่สุดของกาย คืออัฏฐกลาปะ หรืออนุปรมาณู และเห็นบทบาทของสภาวะที่เป็นมหาภูตรูป อันได้แก่ ธาตุดิน ไฟ ลม และน้ำ ในเชิงโครงสร้างของจิต ชาวพุทธศึกษาจิตจากเรื่องขันธ์ห้า กล่าวคือวิญญาณคือจิต เวทนา สัญญา และสังขารคืออาการของจิต (คัมภีร์พระอภิธรรมเรียกอาการของจิตหรือสิ่งที่อยู่ประกอบกับจิตว่าเจตสิก) ในเรื่องของสิ่งที่อยู่ในจิต ชาวพุทธจะถูกสอนให้เห็นกิเลสที่เป็นสาเหตุของกรรม กิเลสเป็นสิ่งที่ถูกสะสมอยู่ในจิตและแสดงอาการให้เกิดการกระทำหรือพฤติกรรมขึ้นมา ชาวพุทธจึงศึกษาการทำงานของกิเลสอันได้แก่ อวิชชา ตัณหา และอุปาทาน ส่วนปฏิสัมพันธ์ระหว่างจิตกับวัตถุ ชาวพุทธอาจได้รับรู้ถึงคำสอนที่ว่าด้วยปฏิจจสมุปบาท ความรู้ความเข้าใจของสิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนยากและลึกซึ้ง กูรูทางพระพุทธศาสนาก็มิได้อธิบายเหมือนกันเสียทีเดียว ซึ่งก็นับเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่สิ่งที่ทรงคุณค่านั้นย่อมยากต่อความเข้าใจ ความเข้าใจมักต้องมาจากประสบการณ์และการประเมินผลด้วยตนเองด้วย แนวทางที่ถูกต้องเท่านั้นจึงจะทำให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องตามมา ในทางพระพุทธศาสนา ชีวิตที่เกิดขึ้นมาแล้วอาศัยการอยู่ร่วมกันของกายกับจิต หรือที่เรียกว่ารูปกับนาม หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ได้กล่าวไว้ว่า เมื่อชีวิตเริ่มเกิดขึ้น รูปเกิดก่อนนามจึงมาเกาะ และเมื่อชีวิตถึงวาระสุดท้าย นามจะดับก่อน รูปจึงดับตามมา จิตและอาการของจิตเป็นสิ่งที่อยู่ด้วยกัน มิอาจขาดจากกัน วิญญาณเป็นตัวจิตซึ่งมีทั้งจิตสำนึกและจิตนอกสำนึก จิตสำนึกที่มีหน้าที่คิดและรับรู้ผ่านอายตนะ เช่นที่ใจเรียกว่ามโนวิญญาณ หรือที่ตาเรียกว่าจักษุวิญญาณ เป็นต้น วิญญาณนี้จึงมิใช่วิญญาณที่เป็นดวงๆ อย่างที่มักเข้าใจกัน จิตนั้นเกิดขึ้นและดับไปตลอดเวลา ปมทางจิตซึ่งเป็นคำทั่วไปจัดเป็นสิ่งที่อยู่ในจิตใต้สำนึก ในทางพระพุทธศาสนา จะเรียกลักษณะของกิเลสที่หมักดองอยู่ในจิตแต่ไหลออกมาได้ทางประสาทสัมผัสต่างๆ ว่า อาสวะกิเลส และจะเรียกลักษณะของกิเลสที่ละเอียดมากและนอนเนื่องอยู่ในสันดานจนยากต่อการรับรู้ว่า อนุสัยกิเลส ความจริงแล้วสิ่งที่อยู่ในจิตนี้มีทั้งส่วนที่เป็นกุศลและอกุศล เมื่อท่านอาจารย์โกเอ็นก้าอธิบายถึงธัมมานุปัสสนาหรือการพิจารณาสิ่งที่อยู่ในจิตว่าแต่ดั้งเดิมนั้นธรรมะเป็นคำรวมๆ กล่าวคือเป็นสิ่งทั้งหลายที่อยู่ในจิต ภายหลังจึงได้มีการแยกแยะเป็นกุศลและอกุศล ภารกิจของชาวพุทธคือการปฏิบัติเพื่อเปลี่ยนแปลงสิ่งที่อยู่ในจิตเหล่านี้ให้มีพิษร้ายหรืออกุศลน้อยลงจนกระทั่งอาจถึงระดับที่บริสุทธิ์ปราศจากกิเลส ก่อนสมัยพุทธกาล มีความพยายามเจริญฌานเพื่อเข้าถึงส่วนลึกของจิต แต่เมื่อการเจริญฌานไปถึงระดับที่สูงมากก็จะหลุดเข้าสู่จิตนอกสำนึก กลับขาดการรับรู้หรือที่เรียกว่าตกภวังค์ โดยที่ไม่สามารถเข้าใจการทำงานของจิตนอกสำนึกได้ มุนีหรือพราหมณ์โบราณเหล่านั้นอาจปฏิบัติจนเกือบไม่เห็นการมีอยู่ของเวทนาและสัญญาซึ่งเข้าใจกันว่าเป็นความบริสุทธิ์ของจิต สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสามารถเข้าถึงสิ่งที่อยู่ในจิตตลอดจนสิ่งที่ฝังลึกอยู่ในจิตนอกสำนึกซึ่งปกติมนุษย์ไม่อาจเข้าไปรับรู้ได้ ทรงตรัสรู้ปฏิจจสมุปบาทและเห็นการทำงานของพิษร้ายอันได้แก่ อวิชชา ตัณหา และอุปาทาน ซึ่งผู้บรรลุอรหัตตผลเท่านั้นจึงเห็นการทำงานของกิเลสเหล่านี้ได้ครบถ้วน ชาวพุทธจะสามารถสังเกตและเรียนรู้การทำงานของจิตไปจนถึงการขจัดกิเลสออกจากจิตตามแนวทางที่พระพุทธองค์ได้ทรงสอนและสืบทอดการปฏิบัติกันมาจากรุ่นสู่รุ่นได้มากบ้างน้อยบ้าง การสืบทอดอาจเน้นวิธีปฏิบัติที่แตกต่างกันไปบ้างในระดับต้นๆ ความถูกต้องในผลการปฏิบัติก็อาจได้รับการยืนยันแตกต่างกันไปบ้าง โดยทั่วไป ผู้ปฏิบัติจะต้องสังเกตและศึกษาจิตของตนว่าทำงานอย่างไรเมื่อเผชิญกับสิ่งเร้าและผู้ปฏิบัติจะต้องปฏิบัติอย่างไรเพื่อปรับปรุงจิตใจของตน การทำงานของจิตนั้นเป็นสิ่งที่ยากยิ่งต่อการทำความเข้าใจ การปฏิบัติทางจิตจะต้องมีความเพียรมากพอและดำเนินไปอย่างถูกต้อง การที่จะเข้าใจไปถึงระดับของจิตที่ละเอียดมากและสังเกตเห็นสิ่งที่อยู่ในจิตที่ปรากฏออกมาได้นั้นไม่สามารถอาศัยเพียงการจดจำหรืออ่านจากคัมภีร์ใดๆ ตามกระบวนการทางธรรมชาตินั้น เมื่อเกิดสิ่งเร้าขึ้น จิตหรือวิญญาณจะรับรู้สิ่งเร้านั้น เกิดความรู้สึกนึกคิด สัญญาความจำจะทำให้เกิดการตีความตามประสบการณ์ที่จิตเคยมีว่าความรับรู้นั้นดีหรือไม่ดี พอใจหรือไม่พอใจ นี้เรียกว่าเวทนา สัญญาจะทำการประเมินว่าน่าพอใจมากหรือน้อยเพียงไร แล้วทำให้เกิดการปรุงแต่งเป็นสังขารขึ้น ในปฏิจจสมุปบาท เวทนาจึงเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดตัณหา ความทะยานอยาก และความเพลิดเพลินอันน่าติดใจขึ้น จิตส่วนที่เป็นสังขารจะเพิ่มการปรุงแต่งทำให้เวทนาและตัณหาเพิ่มความรุนแรงยิ่งและถูกยกระดับเป็นความยึดมั่น ถือมั่น และการกระทำต่อๆ ไป การเดินทางของกิเลสเป็นกระบวนการผลิตซ้ำของตัณหาและอุปาทานที่กลายเป็นการสะสมความไม่เข้าใจของจิตหรืออวิชชาให้มากยิ่งขึ้น อะไรคือแนวทางที่ชาวพุทธจะต้องใช้เพื่อจัดการกับกระบวนการผลิตซ้ำดังกล่าวนี้และการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่อยู่ในจิตจะเกิดขึ้นได้อย่างไร พระพุทธศาสนาให้แนวทางในการปฏิบัติเพื่อเข้าถึงจิตส่วนต่างๆ ตั้งแต่ส่วนหยาบจนถึงละเอียด มีการขจัดอุปาทานความยึดมั่นถือมั่น ตัณหาความทะยานอยาก และอวิชชาความไม่เข้าใจของจิตอย่างเป็นลำดับขั้น ความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างกายและจิต และระหว่างจิตส่วนต่างๆ เป็นช่องทางที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เชื่อมโยงถึงกัน โดยต้องอาศัยแนวทางที่ถูกต้องหรือศีล-สมาธิ-ปัญญา ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะสวนกระแสอิทธิพลของกิเลสได้ การดำเนินตามแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องจะทำให้เกิดสติและสัมปชัญญะซึ่งช่วยให้รู้เท่าทันการเข้ามาของสิ่งเร้า ปัญญาซึ่งไม่ใช่สัญญาความจำจะค่อยๆ เกิดขึ้น การปฏิบัติถึงขั้นนี้นับว่าเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลต่อผู้ปฏิบัติรวมถึงบุคคลและสังคมรอบข้างที่จะได้รับผลพวงตามไปด้วย สำหรับการปฏิบัติในระดับที่สูงขึ้นจิตจะต้องเห็นและละอุปาทานและตัณหา ศีลในขั้นนี้เป็นศีลทางใจ สมาธิและปัญญาต้องมากเพียงพอ ผู้ปฏิบัติอาจมีจิตที่ละเอียดและสังเกตสิ่งที่ไหลผ่านมากับอาการของจิตได้บ้างแล้ว อย่างไรก็ตาม อาสวะอาจแสดงออกมาให้เห็นบ้างเพียงเล็กน้อย กิเลสจำนวนมากยังแน่นหนาอยู่ในจิต ทำให้อาจมักใช้เวลานานมากหรือชั่วชีวิตกว่าอาสวะจะปรากฏชัดและได้รับการขจัดออกไปจริงๆ ศีล-สมาธิ-ปัญญาที่ต้องได้รับการปฏิบัติจนกระทั่งแข็งแรงเป็นอริยมรรคจึงจะสามารถส่งผลสะเทือนทางปัญญาจากจิตสำนึกไปถึงอาสวะที่อยู่ในจิตนอกสำนึกซึ่งจะสามารถทำให้สิ่งที่อยู่ในจิตเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างแท้จริง ชาวพุทธผู้มีสติสัมปชัญญะจะไม่มีใจจดจ่อในสิ่งเร้าที่ไม่ควรจดจ่อ จิตจะไม่เสพสิ่งที่ไม่ควรเสพ ทำให้ชาวพุทธสามารถสกัดกั้นแรงกระทบของสิ่งเร้าที่จะเข้ามาอาศัยอยู่ในจิต การปฏิบัติด้วยความเพียรจะทำให้อุปาทานอ่อนกำลังลง เวทนาไม่ปรุงแต่งเป็นตัณหา กิเลสในจิตไม่พอกพูนเพิ่มขึ้น recommended by Mgid Mgid TRUE ONLINE เน็ตเร็วแรง ครอบคลุมทั่วบ้าน ไม่สะดุด พร้อมปลอดภัยกับกล้องวงจรปิด แรงจริง! จนกระทั่งเมื่ออริยมรรคได้ทำงานไปจนสุดทาง อวิชชาที่อยู่ในจิตทั้งที่แสดงออกมาและที่นอนเนื่องอยู่ก็จะถูกขจัดไปจนหมดสิ้นแม้ในชีวิตเพียงชาติเดียว

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

บวชใจให้ได้ :: หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช 8 พ.ค. 2565

🌼🌼🌼ပရိတိႀကီး(၁၁)သုတ္၊ ကမၼ၀ါ🌼🌼🌼🙏🙏🙏မင္းကြန္းဆရာေတာ္ ဘုရားႀကီး ေဟာၾကားေတာ္မ...